Subscribe:

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ราคากีต้าร์


เลือกประเภทกีต้าร์ที่คุณชอบ



วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

10 อันดับ กีต้าร์ขายดี


(ประจำเดือน ธันวาคม 2558)
ชอบรุ่นใหน อย่าลืมกด "ถูกใจ" โหวตด้วยนะคร๊าบบ....



                                   





(ประจำเดือน ธันวาคม 2558)

                                   



วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2558

การอ่าน TAB กีต้าร์

การจับ TAB กีต้าร์



การอ่านTAB
      การอ่านแท็บสายกีต้าร์จะแทนด้วยเส้นทั้งหมด 6 เส้น เส้นบนสุดคือสาย 1 ของกีต้าร์ไล่ลงมาเป็นสาย 2 – 3 – 4 – 5 ถึงเส้นสุดท้ายคือสาย 6 โดยตัวเลขที่อยู่บนแท็บจะหมายถึงตำแหน่งที่ต้องกดว่าจะต้องกดที่ช่องใดบนฟิงเกอร์บอร์ด ของสายนั้นๆ( เลข “0” หมายถึง การดีดสายเปล่า ) และถ้าตัวเลขที่อยู่บนเส้นอยู่ในตำแหน่งเดียวกันในแนวตั้งดังรูปด้านบนก็ให้ดีดพร้อมกัน ยกตัวอย่างถ้าตรงกัน 2 สองสายก็ดีดพร้อมกันแค่สองสาย ถ้าตรงกันทั้งหมด 6 สายก็ให้ดีดพร้อมกันทั้ง 6 สาย เช่น ตัวอย่าง TAB ด้านบน ตัวเลขด้านขวามือสุด เป็นการจับคอร์ด G แล้วดีดพร้อมกันทั้ง 6 สาย (โดยมากแล้วถ้าตัวเลขอยู่ในแนวเดียวกันตั้งแต่ 3 ตำแหน่งขึ้นไปจะเป็นการจับคอร์ด ) เช่นรูปด้านบน เป็นการจับคอร์ด G จาก TAB ด้านบน การเล่นทั้งหมดคือ ( ดีดสายเปล่าสาย 6 --> ตามด้วยดีดสาย 6 ช่อง 2 --> ดีดสาย 6 ช่อง 3 --> และดีดคอร์ด G ) จะมีการดีดทั้งหมด 4 ครั้ง


สัญลักษณ์เบื้องต้นที่ใช้ใน TAB


  • h   =    hammer on
  • p   =    pull off
  • b   =   bend string up  (ดันสายขึ้น)
  • r    =   release bend  (ดันสายค้างไว้ ดีดแล้วจึงผ่อนสายลง)
  • /   =   slide up  (สไลด์ขึ้น)
  • \    =    slide down  (สไลด์ลง)
  • s   =    legato slide  (การสไลด์ไปยังโน๊ตตัวอื่นโดยไม่ต้องดีดซ้ำ)
  • v, ~   =    vibrato  (ทำเสียงสั่น)
  • tr   =   trill  (การรัวนิ้ว)
  • T   =    tap  (การเล่น Tabping)
  • x   =   on rhythm muted slash  (การให้จังหวะโดยทำเสียงบอด)


   
เช็คราคากีต้าร์และเครื่องดนตรีทุกประเภท คลิกที่นี่ 

การเกากีต้าร์

การเกากีต้าร์


          การเกากีตาร์หรือที่เรียกว่า picking เป็นสไตล์ในการเล่นกีตาร์อีกแบบที่มีความไพเราะเป็นเอกลักษณ์ แต่ก่อนที่จะฝึกเกากีต้าร์ควรจะต้องฝึกการตีคอร์ดให้คล่องก่อน ทั้งการเปลี่ยนคอร์ดและจังหวะการดีดให้สัมพันธ์กันก่อนนะครับ
       การวางมือนั้นมือจะอยู่เหนือสายนิดหน่อย ใช้สันนิ้วโป้งเตะพักไว้ที่สาย 6 เพื่อช่วยพยุง หรืออาจจะใช้นิ้วก้อยเตะที่ตัวกีต้าร์ช่วยพยุงก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

การเกากีต้าร์ - หน้าที่ของแต่ละนิ้ว        นิ้วโป้ง ใช้ในการดีดลง จะใช้ดีดสายเบส Bass ทั้งหมด คือสาย 4 - 5 - 6 - นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง จะใช้ในการเกี่ยวสายขึ้น โดยนิ้วชี้ใช้เกี่ยวสาย 3 นิ้วกลางใช้เกี่ยวสาย 2 นิ้วนางใช้เกี่ยวสาย 1 ตามลำดับส่วนนิ้วก้อยไม่ค่อยได้ใช้ในการเกากีตาร์แต่ก็อาจจะไม่เสมอไปก็แล้วแต่ว่าใครจะพลิกแพลงเล่นดูก็ได้เพราะที่กล่าวมานั้นไม่ได้เป็นกฎตายตัว ว่าจะต้องเล่นตามที่กล่าวมา แต่ในการฝึกนั้นให้ใช้นิ้วตามที่กล่าวไว้ก่อนเพราะการวางนิ้วแบบที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นพื้นฐานที่ในการเกากีต้าร์

       การเกากีตาร์มักจะเริ่มด้วยสายเบสก่อน โดยการใช้นิ้วโป้งดีดลง โดยดีดสายที่เป็นโน๊ต Root ของคอร์ด โน๊ต Root คือโน้ตตัวแรกของคอร์ดนั้นๆ เช่น คอร์ด C ก็จะเป็นโน้ต C ก็จะอยู่ที่สาย 5 ก็ดีดสาย 5 ก่อน คอร์ดอื่นๆก็พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

       ถ้าเล่นคอร์ด D, F ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 4 (ถ้าคอร์ด F จับแบบทาบให้ดีดสายเบสเส้นที่ 6)

       ถ้าเล่นคอร์ด A, B, C ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 5

       ถ้าเล่นคอร์ด E, G ให้ดีดสายเบสเส้นที่ 6

       เมื่อดีดสายเบสแล้วจึงตามด้วยสายอื่นตามมา คือ 3 สายล่างที่เหลือ อย่าลืมว่าต้องใช้นิ้วที่ประจำอยู่ของแต่ละสายให้ถูกต้องตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้


สัญลักษณ์ต่อไปนี้จะใช้ในการฝึกเกากีต้าร์โดยจะใช้ในแบบฝึกต่อจากนี้ 

       - นิ้วโป้ง แทนด้วย T 

       - นิ้วชี้ แทนด้วย 1 

       - นิ้วกลาง แทนด้วย 2 

       - นิ้วนาง แทนด้วย 3 

       รูปแบบการเกาในแบบต่างๆต่อไปนี้ ให้ฝึกที่ละแบบจนคล่องก่อน แล้วค่อยฝึกแบบต่อๆไป แบบฝึกต่อไปนี้จะเป็นพื้นฐานของการเกากีต้าร์เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นหัดเล่น ไม่ยากจนเกินไป ยังมีรูปแบบการเกาอื่นๆ อีกมากมายและไม่ได้มีรูปแบบที่ตายตัวอยู่ที่ความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินแต่ละคนที่จะแต่งออกมา 

       การอ่าน TAB ในการฝึกต่อไปนี้จะเป็นแท็บมือขวา โดยจะบอกเลยว่าใช้นิ้วไหนดีดสายไหน โดยจะแทนนิ้วต่างๆด้วยอักษร และ ตัวเลข ตามที่ได้อธิบายไว้ด้านบน

แบบฝึกในการเกากีต้าร์


แบบที่ 1


แบบที่ 2 

แบบที่ 3


แบบที่ 4


แบบที่ 5



แบบที่ 6


แบบที่ 7






พาวเวอร์คอร์ด(เพลงร๊อค)

คอร์ดกีต้าร์



          power chord นั้น เป็นเป็นคอร์ดที่ให้เสียงหนักแน่นมีพลัง การจับ power chord นั้นจะคล้ายกับการจับคอร์ดทาบมากแต่จะจับน้อยกว่า โดย Power chord นั้นจะจับอยู่ที่ สาย 3 4 5 6
         การจับ Power Chord นั้นจับได้สองแบบคือการจับแบบโน๊ตคู่ห้า และ แบบทั้งคู่ห้าและคู่แปด การจับแบบหลังนี้(คู่5และคู่8)จะให้เสียงที่ครบกว่าออกเสียงกลางมากขึ้น ส่วนการนำไปใช้นั้นว่าควรจะจับแบบใหนก็ต้องดูเพลงที่เล่นว่าเป็นแบบใด Power Chord ที่เล่นในเพลงนั้นเล่นเป็นกีต้าร์หลักหรือเล่นเป็นRhythmให้จังหวะเป็นแบ็คกราว์ด ถ้าเล่นเป็น Rhythm ก็ควรจะจับแบบคู่5มากกว่าเพราะจะไม่ออกเสียงกลางมากไม่ทำให้ไปกลบเสียงของกีต้าร์หลัก แต่ถ้าเล่น Power Chord เป็นกีต้าร์หลักก็ควรจะจับแบบที่สอง(แบบคู่5และคู่8)เพราะเสียงจะออกไปทางเสียงกลางชัดเจนมากขึ้นและเสียงจะพุ่งกว่าการจับแบบแรกฟังแล้ว เข้าถึงอารมณ์ของเพลงมากกว่า

          การเปลี่ยนคอร์ดนั้นสามารถเลื่อนฟอร์มการจับขึ้นลงได้เหมื่อนกับคอร์ดทาบ ตัวอย่างเช่น จับคอร์ด F อยู่ ถ้าเลื่อนเข้ามาหาตัว 1 ช่องก็จะเป็นคอร์ด F#, 2 ช่องก็จะเป็นคอร์ด G
         การจับ Power Chord บางคอร์ดที่ต้อง Muted เสียงที่สาย 6 จะใช้นิ้วกลางเตะไว้ที่สายเพื่อไม่ให้เกิดเสียงที่สายนั้น ตัวอย่างการจับคอร์ด C Power Chord ดังรูปด้านล่าง




การจับคอร์ดทาบ

การจับคอร์ดกีต้าร์แบบทาบ


          การจับคอร์ดทาบนั้นสำหรับคนที่หัดเล่นกีต้าร์ใหม่ๆแล้ว จะรู้สึกว่าจับยากมากทั้งเจ็บนิ้วไม่มีแรงกด เสียงบอด แต่การจับคอร์ดทาบนั้นมีเทคนิคอยู่นิดเดียว คือ การหักข้อมือลงด้านล่าง แล้วใช้นิ้วโป้งประคองตรงกลางหลังคอกีต้าร์ไว้ แทนการใช้นิ้วโป้งกำคอกีต้าร์แบบการจับคอร์ดธรรมดา แบบนี้จะเป็นการจับที่ถูกวิธี และช่วยให้มีแรงกดสายมากขึ้นทำให้เสียงไม่บอด ส่วนนิ้วที่ใช้กดสายก็พยายามให้ปลายนิ้วตั้งฉากกับสายมากที่สุดไม่ให้ไปโดนสายอื่นเพราะจะทำให้เสียงบอดได้
     

ลักษณะพิเศษของ คอร์ดทาบ หรือ (Bar Chord)

       ลักษณะพิเศษของคอร์ดทาบ ก็คือ คุณสามารถ เลื่อนคอร์ดในลักษณะการจับที่ยังเหมือนเดิม ถอยหลังเข้าหาตัว หรือ เลื่อนไปด้านหน้า แล้วคอร์ดจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคอร์ดหนึ่งโดยที่รูปแบบการจับยังเหมือนเดิม โดยมีหลักอยู่ว่า ถ้าเลื่อนถอยเข้าหาตัว 1 ช่อง (เสียงสูงขึ้น) คอร์ดเดิมที่เล่นอยู่ก็จะติด( # )เช่นคุณจับคอร์ด F แล้วเลื่อนเข้าหาตัว 1 ช่อง คอร์ดก็จะเปลื่ยนเป็น F# ถ้า 2 ช่องคอร์ดก็จะเปลื่ยนเป็นคอร์ด G ในทางตรงกันข้าม ถ้าเลื่อนไปด้านหน้าออกห่างตัว 1 ช่อง (เสียงต่ำลง) คอร์ดเดิมที่เล่นอยู่ก็จะติด( b ) เช่นคุณจับคอร์ด B แล้วเลื่อนออกห่างตัว 1 ช่อง คอร์ดก็จะเปลื่ยนเป็น Bb ถ้าเลื่อนไป 2 ช่องคอร์ดก็จะเปลื่ยนเป็นคอร์ด A สายเปิด คือไม่ต้องใช้นิ้วชี้ทาบ เพราะตำแหน่งที่ต้องทาบเป็นสะพานรองสาย (Nut) พอดี

      ส่วนการเลื่อนคอร์ดว่าเลื่อนกี่ช่องแล้วจะเปลี่ยนเป็นคอร์ดอะไรจะใช้หลักของ Major Scale คือ คอร์ด E กับ F และคอร์ด B กับ C ห่างกัน 1 ช่อง (ครึ่งเสียง) ส่วนคอร์ดอื่น A กับ B , D กับ E , F กับ G ห่างกัน 2 ช่อง (หนึ่งเสียงเต็ม)






การจับคอร์ดกีต้าร์

การจับคอร์ดกีต้าร์


          การจับคอร์ดนั้นให้นั่งในท่าที่ถนัด ใช้มือกำหลวม ๆ ที่คอกีตาร์ ถ้าเป็นการจับคอร์ดที่ไม่ใช้คอร์ดทาบ จะใช้นิ้วโป้งประคอง ด้านหลังคอกีต้าร์เพื่อให้กระชับมั่นคงและช่วยให้มีแรงกดสายมากขึ้น การจับสายนั้นจะต้องโก่งนิ้วที่จับสายอยู่ พยายามให้ปลายนิ้วที่กดสายตั้งฉากกับฟิงเกอร์บอร์ด มากที่สุด เพราะถ้านิ้วราบไปกับคอกีต้าร์จะทำให้โดนสายอื่นทำให้เสียงบอด ส่วนตำแหน่งการกดให้กดลงในช่องกลางระหว่างเฟร็ต หรือ ค่อนลงมานิดหน่อย แต่นิ้วยังไม่โดนเฟร็ต ถ้านิ้วโดนเฟร็ตขณะกดสายจะทำให้เสียงบอร์ด

คอร์ดกีต้าร์พื้นฐาน

          การหัดจับคอร์ดกีต้าร์ควรจะหัดจับคอร์ที่ง่ายๆประมาณ2-3คอร์ดก่อนพอเริ่มจับได้2-3คอร์ดแล้วค่อยมาหัดจับคอร์ดอื่นๆต่อไป ลองหัดจับคอร์ดตามด้านล่างนี้ดูนะครับเป็นคอร์ดที่จับได้ไม่ยากมากเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นเล่นครับ..


การจับปิ๊กเล่นกีต้าร์

การจับปิ๊กเล่นกีต้าร์


          ปิคกีต้าร์นั้นมีหลายแบบหลายรูปทรง แต่ที่นิยมใช้กันทั่ว ๆ ไปก็คือ ปิคแบน (flat pick) ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปก็จะมีอยู่ 2 ทรงคือ รูป 3 เหลี่ยม แล้วก็ รูปหยดน้ำ มีให้เลือกตามขนาดความหนาของปิค ตั้งแต่ บาง , ปานกลาง และ หนา ส่วนจะเลือกใช้ขนาดไหน ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ในการเล่นตีคอร์ดกีต้าร์นั้นแนะนำให้ใช้ปิคแบบบาง เพราะจะเกิดแรงต้านกับสายน้อยเล่นแล้วจะรู้สึกพริ้วไหวไม่สะดุด ส่วนการเล่น Solo นั้นใช้ได้ทุกขนาดขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของแต่ละคน

          การจับปิคนั้นให้วางปิคลงด้านบนสันของปลายนิ้วชี้ นิ้วชี้อยู่ในลักษณะงอเข้าหาปลายนิ้วโป้ง แล้วใช้นิ้วโป้งกดทับตัวปิค การจับไม่ได้จับจนแน่นมากให้จับพอกระชับไม่ให้หลุด ปลายปิคเลยออกมาจากนิ้วประมาณ 3-4 มิล ไม่สั้นหรือยาวออกมามากจนเกินไป ปิคต้องอยู่ในลักษณะตั้งฉากกับสายหรือเกือบจะตั้งฉากกับสายกีต้าร์ และเอียงตัวปิคประมาณ 45 องศา เพื่อลดแรงประทะกับสายในขณะดีด ทำให้ดีดได้คล่องและไม่รู้สึกติดขัด 




การตั้งสายกีต้าร์

การตั้งสายกีต้าร์


          การตั้งสายกีต้าร์นั้นมีอยู่หลายวิธีแต่ส่วนมากแล้ววิธีที่นิยมใช้กันมากและง่ายคือการตั้งสายโดยการเทียบเสียงของแต่ละสาย การตั้งสายด้วยวิธีนี้จะต้องมีทักษะการฟังเสียงที่ดีในระดับหนึ่งเพื่อที่จะฟังออกว่าเสียงนั้นตรงตามโน้ตหรือยัง สำหรับคนที่เริ่มเล่นในตอนแรกอาจจะยังฟังแล้วแยกเสียงไม่ออก ก็แนะนำใช้เครื่องตั้งสายมาช่วยตั้งไปก่อน และก็พยายามหัดตั้งสายด้วยตนเอง การตั้งสายนั้นถือเป็นทักษะพื้นฐานส่วนหนึ่งที่คนหัดเล่นกีต้าร์ควรจะรู้เป็นอย่างแรก

          การตั้งสายแบบมาตรฐาน ( Standard E ) ที่ชื่อ Standard E เพราะว่าโน้ตของสายแรกเป็นโน้ต E ส่วนโน้ตของสายอื่นจะเป็นดังรูปด้านบนโดยจะเริ่มตั้งจากสาย 1 จนถึงสายที่ 6 ( ตัวอักษรสีเหลื่องในรูปด้านบนคือโน้ตในตำแหน่งที่กด )


          การตั้งเสียงของสาย 1 โดยปรับสายจนได้เสียงโน๊ต E ( ถ้าสามารถฟังเสียงของโน๊ตออก ) แต่ถ้ายังฟังเสียงโน้ตไม่ออกก็ไม่เป็นไร ก็ให้ปรับสายให้ตึงพอประมาณไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป ( สำหรับคนที่เริ่มหัดเล่นไม่ต้องกังวลเรื่องโน้ตจะตรงหรือไม่ ถ้าเราเล่นหรือซ้อมคนเดียว แต่ถ้าเล่นเป็นวงแล้วส่วนมากก็จะใช้เครื่องตั้งสาย เพื่อความถูกต้องของเสียง และ ทั้งวงจะได้เล่นอยู่ในคีย์เดียวกัน )

          การตั้งเสียงของสาย 2 โดยการกดที่ สาย 2 ช่อง 5 เทียบเสียงกับสายเปล่าสาย 1แล้วดีดทั้ง 2 เส้นเทียบกันถ้าระดับเสียงต่ำกว่า สาย 1 ก็ปรับให้สายตึงขึ้น ถ้าระดับเสียงสูงกว่าก็คลายสายให้หย่อนลงจนได้ระดับเสียงเดียวกัน

      การตั้งเสียงของสาย 3 โดยการกดที่ สาย 3 ช่อง 4 เทียบเสียงกับสายเปล่าสาย 2 แล้วดีดทั้ง 2 เส้นเทียบกันถ้าระดับเสียงต่ำกว่า สาย 2 ก็ปรับให้สายตึงขึ้น ถ้าระดับเสียงสูงกว่าก็คลายสายให้หย่อนลงจนได้ระดับเสียงเดียวกัน

      การตั้งเสียงของสาย 4 โดยการกดที่ สาย 4 ช่อง 5 เทียบเสียงกับสายเปล่าสาย 3 แล้วดีดทั้ง 2 เส้นเทียบกันถ้าระดับเสียงต่ำกว่า สาย 3 ก็ปรับให้สายตึงขึ้น ถ้าระดับเสียงสูงกว่าก็คลายสายให้หย่อนลงจนได้ระดับเสียงเดียวกัน

      การตั้งเสียงของสาย 5 โดยการกดที่ สาย 5 ช่อง 5 เทียบเสียงกับสายเปล่าสาย 4 แล้วดีดทั้ง 2 เส้นเทียบกันถ้าระดับเสียงต่ำกว่า สาย 4 ก็ปรับให้สายตึงขึ้น ถ้าระดับเสียงสูงกว่าก็คลายสายให้หย่อนลงจนได้ระดับเสียงเดียวกัน

      การตั้งเสียงของสาย 6 โดยการกดที่ สาย 6 ช่อง 5 เทียบเสียงกับสายเปล่าสาย 5 แล้วดีดทั้ง 2 เส้นเทียบกันถ้าระดับเสียงต่ำกว่า สาย 5 ก็ปรับให้สายตึงขึ้น ถ้าระดับเสียงสูงกว่าก็คลายสายให้หย่อนลงจนได้ระดับเสียงเดียวกัน